วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สถานที่ท่องเที่ยว:ป่าชายเลนคลองโคน

ป่าชายเลนคลองโคน (คลองโคลน) ต.คลองโคน อ.เมือง  จ.สมุทรสงคราม
 โดยมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงนิเวศควบคู่กันไป

และมีสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจมากมาย

เริ่มจากตอนเช้า
เดินทางเข้าที่พัก เพื่อที่จะนำสัมภาระไปเก็บและเปลี่ยนเสื้อผ้า
เพื่อลุยการปลูกป่าชายเลน

หลังจากนั้น
เดินทางมาที่จุดลงเรือ ต. คลองโคน จ.สมุทรสงคราม

ออกเดินทางมุ่งสู่กกระเตงกลางทะเลอ่าวไทย


สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าแสม และมีลิงแสมอาศัยอยู่ในป่าแสมนี้นับพันตัว

แนวไม้ซึ่งเป็นฟาร์มหอยที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้

หลังจากนั้นก็เดินทางถึงกระเตงสำหรับพักผ่อนและทานอาหารกลางวัน
   กระเตง 1 หลัง จุคนได้ประมาณ 30 คน ลมเย็นสบาย แถมมีห้องน้ำด้วย

อาหารกลางวันก็มีปลากระพงทอด น้ำพริกปลาทู หอยแมลงภู่ หอยแครง แกงส้ม
และยังมี กุ้ง ปลาหมึก หอยแครงเผา ด้วย

อิ่มกันแล้วก็ลงลุยเลนปลูกป่ากัน
วิธีปลูกโดยนั่งไปบนแผ่นกระดานแล้วให้ชาวเรือเข็นไปบนเลน

หลังเสร็จสิ้นการปลูกป่าชายเลนแล้วก็เดินทางกลับขึ้นฝั่ง

ก่อนกลับที่พัก อย่าลืมเยี่ยมชมและซื้อน้ำพริกกะปิเคยตาดำคลองโคน
 ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยนะครับ/ค่ะ

การเดินทาง
สำหรับการเดินทางไปไม่ยาก เดินทางไปจังหวัดสมุทรสงคราม ถ.พระราม 2 ประมาณกม.ที่ 72 จะเห็นปั้มน้ำมัน ปตท. เลี้ยวซ้าย (ตรงซอยที่มีป้ายทางเข้าพิพิธภัณฑ์เขายี่สาร) เข้าไปประมาณ 500 เมตร เลี้ยวซ้ายไปอีก 4 กม. ก็ถึงคลองโคน
 (ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน 
โทร.034-731188)








สมาชิกในกลุ่ม
  1.นายอนุรักษ์  เอี่ยมศรีรักษ์       51146-0017
  2.นายอนิวรรตน์  บุญแก้ว          51146-0036
  3.นายศุภมิตร  ชูหนูขาว            51146-0064
  4.นายเพทาย  โชยะสิทธิ์            51146-3014
  5.นางสาวฐิติพร  สีสายทอง       51146-3015

บทที่ 13 แนวโน้มและรูปแบบทางการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism)






การจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หมายถึง การกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์และการพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สามารถรักษาเอกลักษณ์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้นานที่สุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป

แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
สามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบ 4 ประการคือ
  1. การดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวในขอบเขตของความสามารถของธรรมชาติชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนต่อกิจกรรมการท่องเที่ยว
  2. การตระหนักในกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อชุมชนขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน
  3. การมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีต่อการท่องเที่ยว
  4. การประสานความต้องการทางเศรษฐกิจ การคงอยู่ของสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการ

  1. เป็นการจัดการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศนั้นๆ
  2. เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่สร้างความรู้และให้ความรู้
  3. เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่ประชาชนในท้องถิ่นมีบทบาท มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมจัดทำและร่วมได้รับผลประโยชน์อย่างเสมอภาค

ความสำคัญของการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  • เพื่อให้การใช้ทรัพยากรท่องเที่ยวเป็นไปอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เพื่อรักษาทรัพยากรท่องเที่ยวให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
  • เพื่อป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดกับทรัพยากรท่องเที่ยวทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
หลักการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  • อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างพอดี (Using Resource Sustainable)
  • ลดการบริโภคและใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็นและลดการก่อของเสีย (Reducing Over-Consumption and Waste)
  • รักษาและส่งเสริมความหลากหลายของธรรมชาติ สังคมและวัฒนธรรม (Maintain Diversity)
  • การประสานการพัฒนาการท่องเที่ยว (Integrating Tourism into Planning)
  • ต้องการนำการท่องเที่ยวขยายฐานเศรษฐกิจในท้องถิ่น (Supporting Local)
ขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying capacity) หมายถึง ปริมาณการใช้ประโยชน์พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่พื้นที่นั้นสามารถจะแบกรับไว้ได้ ก่อนที่จะเกิดความเสื่อมโทรมขึ้นกับพื้นที่นั้นๆ
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism)


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ให้คำนิยามว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism) หมายถึง การท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
การท่องเที่ยวนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ
  1. เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
  2. เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ
  3. มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีระบบ
  4. มีการจัดการด้านการให้ความรู้
  5. มีความรับผิดชอบโดยผู้เป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว
  6. เป็นการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับความเพลิดเพลินและประทับใจ
กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนั้นมีอยู่หลายแบบ สามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
กิจกรรมหลัก 10 ประเภท ได้แก่
  1. กิจกรรมการเดินป่า (Hiking/ Trekking)
  2. กิจกรรมศึกษาธรรมชาติ (Nature Education)
  3. กิจกรรมถ่ายรูปธรรมชาติ บันทึกเทปวิดีโอ เทปเสียงธรรมชาติ (Nature Photography, Video Tapping And Sound of Nature Audio Taping)
  4. กิจกรรมส่อง/ ดูนก (Bird Watching)
  5. กิจกรรมศึกษา/ เที่ยวถ้ำ (Cave Exploring/ Visiting)
  6. กิจกรรมศึกษาท้องฟ้าและดาราศาสตร์ (Sky Interpretation)
  7. กิจกรรมล่องเรือศึกษาธรรมชาติ (Boat Sightseeing)
  8. กิจกรรมพายเรือแคนู/ เรือคายัค/ เรือบด/ เรือใบ (Canoeing/ Kayak/ Browbeating)/ sailing)
  9. กิจกรรมดำน้ำชมปะการังน้ำตื้น (Snorkel Skin Diving)
  10. กิจกรรมดำน้ำลึก (Scuba Diving)
กิจกรรมเสริม 9 ประเภท ได้แก่




  1. กิจกรรมชมทิวทัศน์ธรรมชาติในบรรยากาศที่สงบ (Relaxing)
  2. กิจกรรมขี่จักรยานตามเส้นทางธรรมชาติ (Terrain/ Mountain Biking)
  3. กิจกรรมปีน/ ไต่เขา (Rock/ Mountain Climbing)
  4. กิจกรรมพักแรมด้วยเต็นท์ (Tent Camping)
  5. กิจกรรมเครื่องร่อนขนาดเล็ก (Hang Glider)
  6. กิจกรรมล่องแพยาง/ แพไม้ไผ่ (White Water Rafting)
  7. กิจกรรมพักผ่อนรับประทานอาหาร (Picnicking)
  8. กิจกรรมเที่ยวน้ำตก (Waterfall Visits/ Exploring)
  9. กิจกรรมวินด์เซิร์ฟ (Windsurfing)
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agrotourism)



เป็นการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมการเกษตรเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวหลัก สามารถดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยว มีการจัดระบบการให้บริการไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน
ลักษณะสำคัญ
  • เป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งความสนใจไปยังกิจกรรมการเกษตรหรือสภาพแวดล้อมทางการเกษตรเป็นหลัก
  • เป็นการท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ทางการเกษตรเป็นหลัก
  • เป็นการท่องเที่ยวที่มีการจัดระบบการให้บริการไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นต้น
ประเภทของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
การกสิกรรม หมายถึงการประกอบพืชไร่ พืชสวน
การประมง ได้แก่ กิจกรรมการเพาะเลี้ยงและการจับสัตว์น้ำ
การปศุสัตว์
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism)



การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหมายถึง การท่องเที่ยวเพื่อบำบัดโรคหรือบำรุงสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตของนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นการรักษาโรค การฟื้นฟูสุขภาพและการรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น

ประเภทของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • การท่องเที่ยวเพื่อรักษาโรคของนักท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของนักท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมสุขภาพของนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้น เป็นต้น

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce: E-Commerce)






คือ การทำธุรกรรมผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัทและองค์กรให้ดียิ่งขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของการประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียงและภาพ  


รูปแบบของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันนั้นได้พัฒนาขึ้นมาจากรูปแบบหลัก 2 ประการ คือ
  • รูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange: EDI) โดยเกิดขึ้นระหว่างบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่มีการทำธุรกรรมร่วมกัน
  • รูปแบบการใช้บริการตู้จ่ายเงินสดอัตโนมัติ(ATMs)เกิดขึ้นระหว่างลูกค้าและสถาบันการเงินนั้นๆ
เหตุผลหลักที่ทำให้จำนวนบริษัทและองค์กรต่างๆ ที่หันมาใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น
  • ทำให้บริษัทและองค์กรสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรงในราคาที่เท่ากัน
  • ทำให้บริษัทและองค์กรมีรายได้และมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น
  • ทำให้ขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

บทที่11 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

องค์กรระหว่างประเทศ


ดำเนินการโดยภาครัฐ
  • ระดับโลก
  • ระดับภูมิภาค
  • ระดับอนุภูมิภาค
ดำเนินการโดยภาคเอกชน
  • ระดับโลก
  • ระดับภูมิภาค
  • ระดับอนุภูมิภาค
จุดมุ่งหมาย
  • เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
  • เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์การ จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อ ประโยชน์ของประเทศที่กำลังพัฒนาในด้านการท่องเที่ยว
  • เพื่อดำเนินการตามบทบาทด้านการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ
องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(International Civil Aviation Organization: ICOA)






  • สำนักงานใหญ่อยู่ที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นในปี 2487 (ค.ศ.1944)
  • มีสมาชิก 188 ประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายขององค์การ คือ ส่งเสริมการบินพลเรือนให้กว้างขวางไปทั่วโลก
  • มีสำนักงานสาขาประจำภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิกในประเทศไทยโดยตั้งอยู่ติดกับสวนจตุจักร ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
องค์กรระดับภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาครัฐ : องค์กรนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวกล่าว คือ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการท่องเที่ยวขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานการศึกษาทางด้านการท่องเที่ยวและเป็นผู้ดำเนิน

องค์กรระดับอนุภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาครัฐ : องค์กรนี้ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมให้มีความร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในกิจการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจนำเที่ยว เป็นต้น
องค์กรระดับโลกที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน : องค์กรนี้เป็นองค์การที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือระดับภูมิภาคหรือไม่ เช่น สายการบิน โรงแรม ธุรกิจบันเทิง เป็นต้น
สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลกมีพันธกิจในการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ดังนี้
  1. การดำเนินงานตามวาระการประชุม
  2. การเป็นผู้อำนวยความสะดวก
  3. การสร้างเครือข่ายสภา สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก
สมาคมส่งเสริมการประชุมระหว่างประเทศ
สมาคมส่งเสริมการประชุมระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการระหว่างประเทศ และเป็นตัวกลางในการอำนวยความสะดวกในการจัดบริการด้านที่พัก การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประชุมและการจัดนิทรรศการ
องค์กรระดับภูมิภาคที่ดำเนินการโดยภาคเอกชน (The Pacific Asia Travel Association :PATA )
มีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อกระตุ้นความสนใจให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นดินแดนเพื่อการพักผ่อน
สมาคมบริษัทนำเที่ยวแห่งอเมริกา
เป็นสมาคมของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และรวบรวมสมาชิกต่างๆทุกสาขาไว้ด้วยกัน





สำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเพื่อ
  • วางมาตรการการบริการแก่นักท่องเที่ยว
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว และประสานงานการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยวในสหรัฐอเมริกา
  • ให้ความร่วมมือแก่องค์การระหว่างประเทศ และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
  • ขจัดปัญหาและร่วมอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวเป็นส่วนรวม
องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย
มีภารกิจในการพัฒนามาตรฐาน การบริการด้าน การท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว สนับสนุนการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
องค์กรภาคธุรกิจเอกชน
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรภาคเอกชน จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ดังนี้
  • เป็นตัวแทนของผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในด้านการประสานงานอย่างมีระบบ ระหว่างรัฐกับเอกชนด้วยกัน
  • ส่งเสริมให้มีการพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
  • ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
  • ส่งเสริมให้มีจรรยามารยาทในการท่องเที่ยว
  • ส่งเสริมให้มีระบบการรับรองคุณภาพ ระบบมาตรฐาน และระบบประกันคุณภาพของธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการสำหรับนักท่องเที่ยว
  • ควบคุมดูแลให้สมาชิกผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดำเนินการอย่างมีคุณภาพ มีคุณธรรม และมีจรรยาบรรณ
  • ให้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม กิจการด้านการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ เป็นต้น

บทที่ 10 กฎหมายสำคัญของไทยที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว


กฎหมายสำคัญของไทยที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
  1. กฎหมายเกี่ยวกับองค์การที่ดูแลสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป
  2. กฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยว
  3. กฎหมายควบคุมดูแลและพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว
  4. กฎหมายควบคุมเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว
1.กฎหมายเกี่ยวกับองค์การที่ดูแลสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยทั่วไป มีกฎหมายสำคัญจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
  1. ระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งทุน และเงินสำรองของการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  2. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
  3. พระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544
  4. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ถึง 2546 (รวม 5 ฉบับ)
2. กฎหมายควบคุมนักท่องเที่ยว มีกฎหมายสำคัญ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
  1. พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522, 2523 และ 2542
  2. พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ถึง 2548
3. กฎหมายควบคุมดูแลและพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว มีกฎหมายสำคัญ จำนวน 17 ฉบับ ได้แก่
  1. พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504
  2. พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และ 2546
  3. พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507, 2522 และ 2528
  4. พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484, 2522 และ 2525
  5. พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510, 2522 และ 2534
  6. ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2520
  7. พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485
  8. พระราชบัญญัติรักษาคลอง รศ. 121
  9. พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2535
  10. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535
  11. พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และ 2535
  12. พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528
  13. พระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128
  14. พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 และ 2528
  15. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512, 2522 และ 2535
  16. พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของชานเมือง พ.ศ.2535
  17. พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ.2518, 2525 และ 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522, 2535 และ 2543
4. กฎหมายควบคุมเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว มี 22 ฉบับ
  1. พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2535
  2. พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547
  3. พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509, 2521, 2525 และ 2546
  4. พระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535
  5. พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528,2537,2544
  6. พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2535
  7. พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2520, 2534 และ 2544
  8. พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ถึง 2548
  9. พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542
  10. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และ 2541
  11. พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ถึง 2543
  12. พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ถึง 2546
  13. พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ถึง 2546
  14. พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ถึง 2547
  15. กฎหมายว่าด้วยทางหลวงตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 259 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2515
  16. พระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทยพ.ศ.2494 ถึง 2543
  17. พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ถึง 2540
  18. ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 68 ลงวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2515
  19. พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.2481 ถึง 2540
  20. พระราชบัญญัติป้องกันเรือโดนกัน พ.ศ.2522
  21. พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497 ถึง 2542
  22. พระราชบัญญัติการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ถึง 2538 

บทที่ 9 ผลกระทบจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจ

ด้านบวก
1.ช่วยให้เกิดรายได้แก่ท้องถิ่นภภายประเทศ
2.ช่วยทำให้เกิดรายได้ต่อรัฐบาล
3.ช่วยให้เกิดการจ้างงาน
4.ช่วยให้เกิดอาชีพใหม่
5.ช่วยให้เกิดรายรับเงินตราต่างประเทศ
6.ช่วยให้เกอดภาวะดุลชำระเงิน

ด้านลบ
1.ค่าครองชีพของคนไทยในพื้นที่สูงขึ้น
2.ราคาที่ดินแพงขึ้น
3.มีค่าใช้จ่ายต่างๆที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ เครื่องดื่มแอลกอออล์ ผลไม้ อาหาร
4.ทำให้สูญเสียรายได้นอกประเทศ
5.รายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆเป็นไปตามฤดูกาล

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อสังคม

ด้านบวก
1.เป็นการพักผ่อนหย่อนใจลดความตรึงเครียดจากการทำงาน
2.ช่วยให้เกิดสัติภาพแห่งมวลมนุษย์
3.ช่วยให้ประชาชนได้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
4.มาตราฐานการครองชีพดีขึ้น
5.คนในท้องถิ่นได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น
6.ช่วยเสริมอาชีพให้คนในท้องถิ่น
7.ช่วยให้สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นดีขึ้น
8.การเดินทางท่องเที่ยวจะทำให้เกิดสันติภาพแห่งมวลมนุษย์
9.การท่องเที่ยวจะลดปัญหาการอพยพเข้าไปหางานทำในเมืองหลวง


ด้านลบ
1.ความรู้สึกไม่ดีต่อคนในท้องถิ่นจากนักท่องเที่ยว
2.การมีค่านิยมผิดๆ
3.โครสร้างครอบครัวเปลี่ยนแปลงเมื่อท้องถิ่นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
4.การลบเลือนของอาชีพดั้งเดิมของท้องถิ่น
5.ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม
6.ปัญหาโสเภณีและเพศพาณิชย์
7.ปัญหาบิดเบือนการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
8.ปํยหาความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งกันระหว่างคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว
9.ช่วยให้เกิดการก่อสร้างดึงดุดใจด้านการพักผ่อนในพื้นที่
10.ปัญหาต่างๆเช่น ปัญหายาเสพติด


ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวัฒนธรรม

ด้านบวก
1.เกิดงานเทศกาลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
2.มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและนักท่องเที่ยวนิยมมากขึ้น
3.ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ประเทศ
4.ผลกระทบอื่นๆ เช่นการเกิดความเชื่อถือของชาวบ้าน

ด้านลบ
1.คุณค่าของงานศิลปะลดลง
2.วัฒนธรรมประเพณีถูกเสนอขายในรูปแบบของสินค้า
3.วัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวมีบทบาทในการรับวัมนธรรมใหม่
4.เกิดการตระหนักทางวัฒนธรรม
5.การยอมรับพฤติกรรมและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆ

สรุป
การท่องเที่ยว ในแง่มุมที่ครอบคลุมจะพิจารณานักท่องเที่ยวทำให้กาท่องเที่ยวมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวขยายตัวขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ผู้ประการมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบ การที่จะทำให้การท่องเที่ยวอยู่ต่อได้นานๆ ควรใช้ไปด้วยรักษาไปด้วย

บทที่ 8 ธุรกิจอื่นๆและองค์ประกอบเสริมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว



ธุรกิจจำหน่ายสินค้า คือ การประกอบธุรกิจขายปลีก เพื่อจำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่างหรือหลายอย่างแก่ผู้บริโภค ซึ่งหมายถึงบุคคลทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยว

สถานที่ที่เกิดกิจกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า
มีพัฒนาการมาตั้งแต่การซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้เกิดบริเวณที่สามารถรวมเอาทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเป็นจำนวนมากมาไว้ที่เดียว เพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการเลือกซื้อสินค้า

ประเภทของธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการ


  • ห้างสรรพสินค้า ( Department Store) หมายถึงกิจการขายปลีกขนาดใหญ่ที่รวมสินค้าหลายอย่างเข้ามาไว้ภายในบริเวณเดียวกัน โดยแยกตามแผนก มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
  • ศูนย์การค้า (Shopping Centers/Malls) คือการขายปลีกขนาดใหญ่ที่รวมร้านขายปลีกรวมทั้งห้างสรรพสินค้าเข้ามาอยู่ในอาคารเดียวกัน ตลอดจนบริการที่จอดรถตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ อาทิ โรงภาพยนตร์ ธนาคาร ภัตตาคาร เป็นต้น
  • ร้านค้าปลอดอากร (Duty-free shop)และร้านปลอดภาษี (Tax-free shop) เป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเท่านั้น โดยสินค้าในร้านปลอดอากรนั้น มักเป็นสินค้าปลอดอากรที่นำเข้าจากต่างประเทศราคาสูง แต่ขายถูก
ความสำคัญของธุรกิจจำหน่ายสินค้า
  • เป็นแหล่งกระจายสินค้าภายในประเทศออกไปยังต่างประเทศ
  • กิจกรรมการซื้อสินค้าเป็นการสร้างความเพลิดเพลินให้แก่นักท่องเที่ยว
  • ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท้องถิ่น
  • ก่อให้เกิดการจ้างงานของคนในท้องถิ่น
ธุรกิจสินค้าที่ระลึก





คือ การประกอบธุรกิจและจำหน่ายสินค้าที่นักท่องเที่ยวซื้อและนำกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตน เพื่อเป็นของระลึก ของฝาก เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ ความเป็นอยู่ของท้องถิ่นในการผลิตและใช้แรงงานภายในท้องถิ่น


ลักษณะสำคัญของสินค้าที่ระลึก
  • เป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อเอ่ยถึงทุกคนสามารถเดาที่มาได้
  • เป็นสินค้าที่หายากและราคาแพง มีแหล่งผลิตเฉพาะที่
  • เป็นสินค้าที่มีราคาถูกกว่าภูมิลำเนาของนักท่องเที่ยว
  • เป็นสินค้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์แปลกและมีประโยชน์ใช้สอยฃ
  • เป็นสินค้าที่มีรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก เหมาะสมต่อการขนส่ง ไม่เปราะบางหรือชำรุดง่าย
  • เป็นสินค้าที่ใช้วัสดุและแรงงานในท้องถิ่น เป็นสินค้าที่นำวัสดุเหลือใช้ไร้ค่ามาแปรรูป
  • เป็นสินค้าที่มีการแสดงขั้นตอนการผลิตให้นักท่องเที่ยวเห็นหรือทดลองทำ
  • เป็นสินค้าที่ควรหาซื้อได้ง่าย
ประเภทของธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึกของไทย


แบ่งจากจุดประสงค์ในการสร้าง มีรูปลักษณะที่แตกต่างกัน 3 ลักษณะได้แก่

  1. รูปลักษณะที่สร้างขึ้นตามประเพณีนิยม
  2. รูปลักษณะที่สร้างขึ้นตามสมัยนิยม
  3. รูปลักษณะที่สร้างขึ้นเฉพาะ
แบ่งจากวัสดุและเทคนิควิธีการสร้าง มี 3 ลักษณะได้แก่
  1. สร้างหรือดัดแปลงจากวัสดุธรรมชาต
  2. สร้างจากวัสดุสังเคราะห์
  3. สร้างจากเศษวัสดุ
แบ่งจากรูปลักษณะที่ปรากฏ มีหกลักษณะได้แก่
  1. รูปลักษณะตัวอักษร
  2. รูปลักษณะทรงเรขาคณิต
  3. รูปลักษณะตามลัทธิและความเชื่อ
  4. รูปลักษณะธรรมชาติ
  5. รูปลักษณะผลผลิตและเครื่องมือเครื่องใช
  6. รูปลักษณะอิสระ
แบ่งตามคุณค่าแห่งการนำไปใช้
  • ประเภทบริโภค
  • ประเภทประดับตกแต่ง
  • ประเภทใช้สอย
  • ประเภทวัตถุทางศิลปะ
ความสำคัญของธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึก
ทางสังคมและวัฒนธรรม
  • สร้างอาชีพใหม่ๆ ให้กับคนในสังคม และการใช้เวลาว่างของประชาชนให้เกิดคุณประโยชน์
  • ลดปัญหาสังคม และลดปัญหาการย้ายถิ่นฐาน
  • การรู้จักอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
ทางเศรษฐกิจ
  • สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศ
  • สร้างชื่อเสียงหรือเอกลักษณ์ของประเทศไปสู่โลก
ทางระบบการท่องเที่ยว
  • ทำให้เกิดความสมบูรณ์ทางการท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มความสุนทรีย์ ในการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการกลับมาเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง
  • ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความภูมิใจ หรือเป็นการสร้างการยอมรับทางสังคม เป็นการแสดงออกถึงฐานะทางเศรษฐกิจ
ธุรกิจนันทนาการ (Recreation Business)






หมายถึง การประกอบธุรกิจการให้บริการเพื่อความบันเทิงและเพลิดเพลินสำหรับคนเดินทางหรือนักท่องเที่ยว
ธุรกิจนันทนาการประกอบด้วย
ธุรกิจสวนสนุก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  • สวนสนุก (Amusement Park)


  • เป็นสถานที่ที่สร้างเพื่อให้บริการด้านความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลิน ประกอบด้วย เครื่องเล่นเกม การละเล่นต่างๆ ของคนในท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว

  • สวนสนุกรูปแบบเฉพาะ (Theme Park) เป็นสวนสนุกที่มีสิ่งดึงดูดใจและมีแนวคิดทางการตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน                 

  • ธุรกิจบันเทิง เพื่อการท่องเที่ยว


    ธุรกิจการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว



  • ธุรกิจกีฬาปกติ เป็นการจัดให้บริการสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเล่นกีฬาได้ตามแหล่งท่องเที่ยว

  • ธุรกิจกีฬาตามเทศกาล เป็นการประกอบธุรกิจการจัดแข่งขันกีฬาตามเทศกาล